คุณธรรมของผู้ปกครอง

รียบเรียงจาก เอกสารประกอบการบรรยาย อบรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน
ของพระครูวิบูลธรรมวาที (พระราชวรรณเวที) เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ


           คำว่า "ปกครอง" ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕  หน้าที่ ๔๙๓  เป็นคำ
กริยา ได้นิยามไว้ว่าดูแล, คุ้มครอง, และบริหาร  ซึ่งความหมายของคำนิยามดังกล่าวกว้างขวางมากจึงได้จัด
ให้มีการเรียนการสอนกันในระดับมหาวิทยาลัย และมีคำกล่าวกันมาว่า "ศาสตร์ที่เรียนไม่รู้จบ"  คือ รัฐศาสตร์
การปกครอง  เพราะการปกครองมันเป็นไปได้ทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัวมันเอง

           แต่ความจริงนั้น การปกครอง คือกระบวนการอย่างหนึ่งของสังคมเพราะมนุษย์เป็นสัตว์เมืองหรือสัตว์
สังคมรวมกันอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ จากจุดเริ่มต้นของสังคมคือครอบครัวไปจนถึงสังคมพลโลก และโลกที่มนุษย์
อยู่ร่วมกันเป็นสังคมนี้เอง จึงเป็นปัญหาที่ตามมาทั้งในด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม
           เมื่อมีปัญหา ก็หมายความว่า ได้มีความทุกข์ความเดือดร้อนเกิดขึ้นแล้ว การคิดแก้ไขปัญหาจึงต้องมีขึ้น
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แต่เนื่องจากปัญหามันมีหลายด้านหลายอย่าง วิธีการหรือกฎเกณฑ์ในการแก้ไขปัญหาจึง
มีมากขึ้นด้วย ดังนั้นกระบวนการทางการปกครองจึงมีวิวัฒนาการมาในหลายรูปแบบ ที่แต่ละสังคมหรือแต่ละ
ประเทศเลือกนำมาใช้กัน เราพอจะสรุปได้ในตอนนี้ว่า "การปกครองคือกระบวนการจัดระเบียบของสังคม"

เพื่อให้สังคมได้เป็นอยู่กันด้วยสันติสุข และมีการพัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะมนุษยชาติมีชีวิตด้วยความ
หวัง  ดังที่จะเห็นได้ว่าไม่ว่าการปกครองระบบใดก็ตาม  มักจะอ้างถึงความอยู่ดีกินดี  และความเจริญก้าวหน้า
ของประชาชนเป็นที่ตั้งด้วยกันทั้งนั้น
           คำว่า นักปกครอง  หมายถึงบุคคลผู้มีอำนาจหน้าที่ ดูแล รักษา  หรือปกป้องคุ้มครอง  ความสงบสุข
และสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่สังคม   ข้อนี้นักปกครองต้องตระหนักให้มาก   คำขวัญของกระทรวง
มหาดไทยที่ว่า "บำบัดทุกข์บำรุงสุข"  ให้แก่ประชาชนนั้น  เป็นอุดมการณ์ที่นักปกครองต้องทำให้สำเร็จ ใน
การปกครองทุกส่วนทุกชั้นหรือทุกระดับนั้น พอจะแบ่งออกได้เป็น ๒ ฝ่ายคือ
           ๑. ผู้มีหน้าที่ในการปกครอง ซึ่งอาจจะเรียกว่า นักปกครองก็ได้
           ๒. ผู้มีหน้าที่รับการปกครอง ซึ่งอาจจะเรียกว่า ผู้อยู่ใต้ปกครอง
           จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่า ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือการปกครอง ที่พูดกันว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย
เท่าเทียมกันนั้น  เป็นการพูดที่ถูกต้องแล้ว  อันนี้อยากจะเน้นให้ตระหนักแก่ใจอยู่เสมอ   เพราะว่ามีนักปกครอง
หรือนักบริหารบางคนเข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองอยู่เหนือการปกครอง  จึงใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางที่มิชอบ คำว่า
เผด็จการ อิทธิพล อภิสิทธิ์ ก็เลยเกิดขึ้น  ดังที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไป  เมื่อพูดถึงการปกครองก็ต้องหมายถึง
อำนาจ  เพราะถ้าไม่มีอำนาจก็ปกครองไม่ได้   เหมือนกับเราจะส่งทหารไปรบทัพจับศึก ต้องใช้อาวุธยุทธภัณฑ์
จึงจะสู้ได้ คำว่า  อำนาจ  ได้แก่ความเป็นใหญ่  ตรงกับคำว่า "อธิปไตย"  ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาได้จัดแบ่ง
ไว้เป็น ๓ คือ
           ๑. อัตตาธิปไตย ถือตนเป็นใหญ่ หรือปรารภตนเป็นใหญ่
           ๒. โลกาธิปไตย ถือโลกเป็นใหญ่ หรือถือตามเสียงส่วนมาก
           ๓. ธัมมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ หรือถือความถูกต้องเป็นใหญ่
           อำนาจการปกครองระบอบหนึ่ง   มันอาจจะเหมาะสมกับยุคสมัยหนึ่ง  หรือสังคมหนึ่ง   แต่อาจจะไม่
เหมาะสมกับอีกสมัยหนึ่ง  เราจึงเห็นได้ว่า ประเทศทั่วโลกมีระบอบการปกครองไม่เหมือนกัน ซึ่งเราจะพูดว่า
ของใครดีหรือไม่ดีนั้นยาก   เรายอมรับว่าระบบการปกครองมีความสำคัญ  แต่ที่สำคัญที่สุดคือตัวผู้ปกครอง
หรือนักปกครอง   ต่อให้มีระบอบการปกครองดีขนาดไหนก็ตาม   ถ้าหากผู้บริหาร  หรือผู้ปกครองไม่ดี  ก็ไม่
สามารถ จะบรรลุเป้าหมายของการปกครองได้ ซึ่งจะแยกออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
           ๑. นักปกครองตนเพื่อผู้อื่น
           ๒. นักปกครองผู้อื่นเพื่อตน
           เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าใครเป็นนักปกครองประเภทใด อันนี้ต้องสังเกตติดตามพฤติกรรมของเขา เพราะ
พฤติกรรมเป็นเครื่องเจตนา  สรุปว่า  นักปกครองมีทั้งประเภทดีและไม่ดี  นักปกครองที่ดีต้องเป็นนักปกครอง
ประเภท ปกครองตนเพื่อผู้อื่น  พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า   ผู้จะสอนผู้อื่น ต้องสั่งสอนตนให้ดีเสียก่อน ผู้ปกครอง
ผู้อื่นจะต้องปกครองตนให้ดีเสียก่อน ดังนั้น นักปกครองจะต้องมีสิ่งเหล่านี้ คือ
           ๑. มีความรู้สมควรแก่ตำแหน่งหน้าที่
           ๒. มีความสามารถสมควรแก่ตำแหน่ง
           ๓. มีความประพฤติดี และปฏิบัติชอบ
           ขอยกตัวอย่าง เช่น ท่านที่เป็นกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน ท่านจะต้องศึกษาเรียนรู้ว่างาน อำนาจหน้าที่ของ
ท่านมีอย่างไรบ้าง  เมื่อศึกษาเรียนรู้แล้ว ต้องสามารถใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานนั้นๆ ให้สำเร็จ ที่สำคัญคือนัก
ปกครอง ต้องมีศีลธรรม  เมื่อมีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว   นักปกครองจ ะต้องฝึกฝนอบรมตนให้มีคุณลัก-
ษณะดังต่อไปนี้
           ๑. หูไกล คือ คอยรับฟังข่าวสาร เหตุการณ์รอบด้าน มีข่าวกรองที่ดี
           ๒. ใจกล้า คือ มีจิตใจเข้มแข็งอดทนไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ
           ๓. ตากว้าง คือ ต้องเป็นคนมีโลกทัศน์กว้างขวาง มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ "ว่าเราจะปกครองแผ่น
ดินโดยธรรม  เพื่อความสงบสุขของประชาชนชาวสยาม
"   นี้นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระ
หม่อมหาที่สุดมิได้ และพระองค์ ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างมั่นคง พูดได้อย่างเต็มปากว่า "ประเทศ
ชาติ  และประชาชนชาวไทยเรา มีความสงบสุข แ ละเจริญก้าวหน้าจนถึงทุกวันนี้  ก็เพราะพระบารมีปกเกล้า
ปกกระหม่อมโดยแท
้"  จึงเห็นได้ชัดเจนว่า  การปกครองทุกระดับนั้น  จะขาดเสียซึ่งคุณธรรมไม่ได้เด็ดขาด
และเมื่อพูดถึงคุณธรรมที่จะนำมาใช้ในการปกครองนั้น หลักธรรมคำสั่งสอนในทางพระพุทธศาสนาได้กล่าว
ไว้มาก แต่จะนำมาเสนอ ดังต่อไปนี้
           ๑. พรหมวิหารธรรม แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ หรือธรรมของผู้ประเสริฐ คือธรรมของ
ผู้มีอำนาจ  และหน้าที่ในการปกครองนั่นเอง  เพราะว่าผู้ปกครองนั้น ถึงจะมีอายุน้อย  แต่สังคมยอมรับนับถือ
ว่าเป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นหัวหน้า ให้มีพรหมวิหารธรรม ๔ ประการคือ
           ๑. เมตตา คือมีความรักใคร่ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
           ๒. กรุณา คือมีความสงสารคิดช่วยเหลือให้พ้นจากทุกข์
           ๓. มุทิตา คือมีความพลอยยินดีในเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
           ๔. อุเบกขา คือวางตัวเป็นกลาง ในเมื่อช่วยเหลือไม่ได้
           คนในโลกหรือในสังคมนี้ ถ้ามีเมตตาต่อกันและกัน จะไม่มีการฆ่าการเบียดเบียนกันเลยถ้ามีกรุณา จะไม่
่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน ถ้ามีมุทิตา จะไม่มีการอิจฉาริษยาต่อกัน ถ้ามีอุเบกขา จะไม่มีคำว่าไม่เป็นกลางในการ
เลือกตั้ง เมื่อเป็นอย่างนี้ สังคมโลกจะมีแต่ความสุข
           ๒. สังคหวัตถุ  แปลว่า  ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจซึ่งกันและกัน  ทำให้คนในสังคมมีจิตใจผูก
พันสมัครสมานสามัคคีกัน  ท่านเปรียบเหมือนลิ่มสลักหรือน๊อตที่ขันยึดชิ้นส่วนต่างๆ  ของรถเอาไว ้ คนในสัง
คมจะควบคุมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนต้องอาศัยสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้คือ
           ๑. ทาน  คือ การให้หรือการเสียสละการไม่เห็นแก่ตัวหรือการแบ่งปัน
           ๒. ปิยวาจา  คือ การพูดจาปราศรัยด้วยถ้อยคำอ่อนหวานและคำสัตย์คำจริง
           ๓. อัตถจริยา  คือ การทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น( สาธารณะประโยชน์)
           ๔. สมานัตตตา  คือ การวางตนสม่ำเสมอ คือเสมอต้นเสมอปลาย
           ถ้าสังคมโลกนี้ มีการให้ทานหรือการเสียสละ จะไม่มีคำว่า "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" จะไม่มีการกัก
ตุนโกงราคาสินค้า จะไม่มีคำว่าแย่งชิงผลประโยชน์ ถ้ามีปิยวาจาจะไม่มีคดีหมิ่นประมาทขึ้นโรงขึ้นศาล จะไม่
มีการกล่าวร้ายป้ายสีกัน จะไม่มีบัตรสนเท่ห์โจมตีกันอย่างหยาบคาย ถ้ามีอัตถจริยา จะมีแต่นักพัฒนาและมาก
ด้วยนักสงเคราะห์ ถ้ามีสมานัตตตา  จะไม่มีคำว่าเข้าไม่ถึงประชาชน  ทุกคนจะคบหาสมาคมกันได้อย่างสนิท
สนมกัน
           ๓. เว้นจากอคติธรรม คำว่า  อคติ แปลว่า  ความลำเอียงหรือความไม่ยุติธรรม  จะนำมาใช้ในการปก
ครองไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะทำให้เสียความถูกต้องเป็นธรรม  ที่มันมีปัญหาความยุ่งยากในการปกครอง
ทั่วไปนั้น ก็เพราะมีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง อคติ ๔ อย่างนี้ คือ
           ๑. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักใคร่ หรือ ชอบพอกัน
           ๒. โทสาคติ ลำเอียงเพราะโกรธ หรือไม่พอใจกัน
           ๓. โมหาคติ ลำเอียงเพราะโง่เขลา ไม่รู้จริง
           ๔. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัวหรือขี้ขลาด
           ถ้าไม่มีฉันทาคติ คำว่า เลียแข้งเลียขา หรือลูบหน้าปะจมูกจะไม่มี ถ้าไม่มีโทสาคติคำว่ากลั่นแกล้งหรือ
เลือกที่รักมักที่ชังจะไม่มี ถ้าไม่มีโมหาคติ คำว่า พิจารณาผิดพลาดหรือขาวเป็นดำก็จะไม่มี ถ้าไม่มีภยาคติ  คำ
ว่า เกรงกลัวอำนาจอิทธิพลก็จะไม่มี อคติทั้ง ๔ ประการนี้จะนำมาใช้ในการปกครองแม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้
เลย
           ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การปกครองเป็นศาสตร์และศิลป์  ถ้าจะพูดแบบสมัยใหม่ก็ต้องพูดว่ามัน เป็นทั้งหลักการและเทคนิค คือ ความสำเร็จจะมากหรือน้อยในการปกครองนั้น เป็นเรื่องที่บอกสอนกันยาก มัน
ขึ้นอยู่กับหลักการ  แนวนโยบายและเทคนิคของแต่ละคน  หรือเป็นเอกัตภาพส่วนบุคคล  ดังที่เราจะเห็นได้ว่า
บางคนมีการศึกษาสูง แต่นำความรู้มาใช้หรือปฏิบัติสู้คนมีการศึกษาต่ำไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามการปกครองนั้น
คงหนีหลักของพระพุทธเจ้าไม่ได้ คือ
           ๑. ข่มบุคคลที่ควรข่ม ได้แก่ การลงโทษแก่คนที่ทำผิด
           ๒. ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ได้แก่ การสรรเสริญคนทำดี
           ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัย ทรงมีพระประสงค์จะกำจัดพระภิกษุผู้เกื้อยาก (หน้าด้าน) หรือ
ทุศีลและเพื่ออยู่ผาสุขของพระภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก สรุปว่า  การปกครองต้องมีทั้งการให้คุณและให้โทษ หรือ
ต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ แต่มีข้อเตือนจำว่า ต้องใช้ให้ถูกต้อง และหลักการปกครองโบราณมีอยู่ ๓ ประการ ดังนี้
           สระน้ำ หมายถึง ให้ความช่วยเหลือเหมือนลงไปในสระน้ำที่ใสสะอาด (เป็นที่อาบ ดื่มกิน ให้ความ
                                    สดชื่นชุ่มเย็น)
           ต้นยอ หมายถึง การยกย่องให้ขวัญกำลังใจแก่คนทำดี
           กอไผ่ หมายถึง การลงโทษ แก่คนทำผิด (เฆี่ยนตีด้วยเรียวไผ่)
           มีการกล่าวกันว่า   ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการปกครองนั้น   เพราะเขาใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์  คือ
สามารถนำเอาวิชาการมาใช้ได้ผลอย่างรูปธรรม โดยยึดหลักการปกครองเป็นพื้นฐาน ใช้ศิลป์ในการปฏิบัติ 
เช่น อาศัยหลักจิตวิทยา ปรัชญาและวาทศิลป์  เป็นต้น  มีการกล่าวกันมาอีกเหมือนกันว่า  ผู้ที่จะประสบผล
สำเร็จในการปกครองนั้น  ต้องใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์  ผสมผสานกัน คือวางแนวนโยบายการ
ปฏิบัติที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย เพราะในการปกครองนั้นจะทิ้งหรือละเลยต่อระเบียบแบบแผนหรือกฎหมายไม่
ได้ แต่บางเรื่องหรือบางกรณีจะใช้แต่กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยรัฐศาสตร์เข้ามาช่วยด้วย  เราจะ
เห็นว่า นักปกครองบางคนเคร่งครัดต่อระเบียบกฎหมายดีมาก แต่ไม่ได้น้ำใจจากประชาชนในเขตปกครอง เรียกได้ว่า ไม่เป็นที่นิยมชมชอบของคนทั่วไป แต่นักปกครองบางคน คิดแต่จะสร้างความนิยมให้แก่ตัวเอง
ใช้วิชารัฐศาสตร์เรื่อยไปทุกกรณี  หย่อนยานจนเสียหายในด้านนิติศาสตร์ กลายเป็นการปกครองชนิดที่เรียก
ว่า บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป อย่างนี้ก็เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบัน
           ปัญหามีอยู่ว่า ทำอย่างไรจึงจะใช้หลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งนักปกครอง
ทั้งหลายจะต้องศึกษาหาแนวทางปฏิบัติกันต่อไป


          หมายเหตุ ต้นฉบับไม่ได้อ้างเชิงอรรถไว้ กองบรรณาธิการได้มอบหมายให้ พระมหาภาษิต สุภาสิโต
อาจารย์ประจำวิทยาลัยศาสนศาสตร
์ ค้นคว้าหลักฐานอ้างอิง เพื่อง่ายต่อการศึกษาของผู้สนใจในการสืบค้นข้อ
มูลปฐมภูมิ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
          ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมไทย, (สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์: กรุงเทพฯ,๒๕๒๕,๔๙๓
         องฺ.ติก. ๒๕/๔๕๐/๑๒๑
          คณะกรรมการจัดงานสมด๓ชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี, ประวัติศาตร์กรุงรัตนโกสินทร์
           เล่ม ๓ พ.ศ.๒๔๗๕-ปัจจุบัน
จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์
               ๒๐๐ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ (อมรินทร์การพิมพ์: กรุงเทพฯ, ๒๕๒๕), ๑๙.
          ที.ปาฏิก. ๓/๒๒๘/๒๐๒.
          สํ.มหา. ๑๑/๕๗๕-๕๗๘/๑๔๑.
          ที.ปาฏิก. ๓/๑๔๐/๑๔๑.
          ที.ปาฏิก. ๓/๒๖๗/๒๒๐.
          ที.ปาฏิก. ๓/๒๔๖/๒๑๕.
          อ้างใน ประเพณีชีวิต ของพระพิจิตรธรรมพาที เรื่อง "หลักปกครองศิษย์" (สำนักพิมพ์เลี่ยง-
              เชียง:กรุงเทพฯ,ไม่ปรากฎปี พ.ศ.ที่พิมพ์), ๕๒