ความรักกับพระพุทธศาสนา

พระมหาภาษิต สุภาสิโต
อาจารย์ประจำ, ป.ธ.๓, ศน.บ., ศน.ม.

 

          ความนำ
          ความรักคืออะไร ? หน้าตาของความรักเป็นไฉน ? ท่านทั้งหลายอาจมีคำตอบสำหรับตนเองอยู่แล้วในตัว บางคนอาจตอบ
ว่าความรักก็คือความสิเนหา บางคนอาจตอบว่าความรักคือความห่วงหาอาทร บางคนอาจตอบว่าความรักคือห้วงเวลาแห่งความ
คิดถึง บางคนอาจตอบว่าความรักคือสิ่งสวยงาม บางคนอาจตอบว่าความรักคือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต เป็นต้น
          ส่วนคำว่า "รัก" ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๕๒๕ มีความหมายว่า "ชอบอย่างผูกพันพร้อมด้วย
ความชื่นชมยินดี"
          คำตอบที่ได้รับจากคำถามที่ว่าความรักคืออะไร ? หน้าตาของความรักเป็นไฉน ? ที่ยก มากล่าวข้างบนนั้นคำตอบที่ได้และ
ถ้าเป็นจริงตามนั้นความรักก็เป็นสิ่งสวยงามเป็นสิ่งที่น่า ทะนุถนอมและเป็นไปในเชิงบวกซึ่งเป็นผลดี หากเราจะลองหาคำตอบจาก
คำถามที่ว่าความรัก คืออะไร? หน้าตาของความรักเป็นไฉน ? อย่างลึกซึ้ง เราจะพบคำตอบที่เป็นได้ทั้งแง่ลบและแง่บวกในตัวของ
มันเอง
          จริง ๆ แล้ว ความรักคือคำตอบที่กล่าวนั้นหรือ ? ยากที่จะตอบลงให้ชัดได้ทีเดียว เพราะธรรมชาติของความรักเป็นสิ่งสวย
งามที่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ ความรักเป็นนามธรรมไม่อาจบรรยายเป็นตัวอักษรหรือคำพูดได้ทั้งหมดความรักที่ผู้เขียนต้องการ
กล่าวถึงในที่นี้ คือความรักของหนุ่มและสาว ความรักระหว่างหญิงและชาย เป็นความรักที่คนในยุคปัจจุบันเข้าใจกันตามพลังขับ
เคลื่อนของกระแสวัฒนธรรมตะวันตก และให้คำตอบดังที่กล่าวข้างบนนั้น
          ในหนังสือชื่อ New Model English - Thai Dictionary คำว่า "LOVE"  หมายถึง "ความรัก"  หรือ "รัก"  แต่ถ้าดู
อย่างวิเตราะห์ตามหลักในการนำพยัญชนะมาผสมรวมเป็นคำและเจตน์จำนงเบื้องต้นของท่านผู้บัญญัติศัพท์ว่า "LOVE" โดยการ
เรียงพยัญชนะ เราอาจพบความหมายในมิติใหม่ ดังนี้
          L ตัวแรก น่าจะหมายถึง Lake of sorrow ทะเลสาบแห่งความเศร้าโศก
          O ตัวที่สอง น่าจะหมายถึง Ocean of tear ห้วงทะเลแห่งน้ำตา
          V ตัวที่สาม น่าจะหมายถึง Vagen of death หุบเขาแห่งความตาย
          และ E ตัวที่สี่ น่าจะหมายถึง End of life จุดจบของชีวิต
          ถ้าหากความรักมีความหมายตามนัยแห่งการผสมอักษรทั้งสี่ตัวนี้   ความรักจะเป็นสิ่งสวยงามจริงหรือ ?  เพราะทะเลสาบ
แห่งความเศร้าโศก ห้วงทะเลแห่งน้ำตา หุบเขาแห่งความตาย และจุดจบของชีวิต ก็บ่งชัดอยู่ว่ามันไม่ใช่สิ่งสวยงามที่น่าอภิรมย์สัก
เท่าใด
          โดยสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ที่มีความเป็นสัตว์อยู่ครึ่งหนึ่ง (หรือมากว่าครึ่งหนึ่ง) มนุษย์ย่อมแสดงออกซึ่งภาวะหนึ่ง คือ
สัญชาตญาณดิบที่เรียกกันว่า "ความเห็นแก่ตัว"  เมื่อเราค้นหาความหมายของคำว่า "รัก" โดยนำสัญชาตญาณดิบของสัตว์มาเป็น
ฐานในการคิด เราจะได้คำตอบที่แตกต่างไปจากความหมายที่กล่าวแล้วข้างบน
          ในมุมมองนี้ หากมีใครสักคนกล่าวว่า "ผมรักคุณ หรือ ฉันรักคุณ"  ก็ขอให้ทำความเข้าใจว่าความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
มันหมายถึง  "ผมอยากได้คุณมาเป็นสมบัติส่วนตัวของผม หรือ ฉันอยากได้คุณมาเป็นสมบัติส่วนตัวของฉัน"   เมื่อความอยากได้
ปรากฏ นั่นแสดงว่า  สัญชาตญาณดิบแห่งความเห็นแก่ตัวปรากฏแล้ว  เพราะความเห็นแก่ตัวชนิดนี้มันเป็นพลังขับเคลื่อนที่มากไป
ด้วยราคะ ซึ่งไม่ตรงกับความหมายที่สื่อถึงนัยแห่งความรักว่าเป็นสิ่งสวยงาม  มันเป็นเรื่องง่ายที่จะหลอกตัวเอง  ผู้ชายที่พูดกับผู้
หญิงว่า "ผมรักคุณและผมอยากให้คุณพิสูจน์ความรักของคุณที่มีต่อผม" อาจเข้าใจว่า ตัวเขารักผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ แต่จริง ๆ แล้ว เขากำลังพูดว่า "ผมรักผมเอง และผมต้องการจะได้คุณ" นั้นคือความที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ความรักไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อที่จะได้ แต่
ความรักน่าจะหมายถึงการที่จะให้อะไรก็ตามเพื่อความสุขกายและสุขใจของฝ่ายที่เราจะให้
          ผู้เขียนมีโอกาสนั่งรถเมล์เกือบทุกวัน และเป็นระยะทางไกล  จึงมีโอกาสได้เห็นพฤติการณ์การแสดงออกซึ่งความเห็นแก่ตัว (ความรัก) ของเด็กวัยรุ่นชายหญิงซึ่งเข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนที่กำลังอยู่ในวัยการศึกษา (สังเกตได้จากเครื่องแบบ) ในที่สาธารณะทั่ว ๆ ไป เช่น หน้าห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่บนรถเมล์ประจำทางซึ่งมีผู้คนโดยสารจำนวนมาก
          ที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมากล่าวก็เพียงเพื่อเสริมความของคำพูดที่ว่า "ผมรักผมเองและผมต้องการจะได้คุณ" พฤติการณ์ที่ว่า คือ
การแสดงความเห็นแก่ตัวของฝ่ายชาย ด้วยการกระทำที่น่าตำหนิและประณามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการกอด จูบ หรือแทะโลมอื่น ๆ ใน
ส่วนของฝ่ายหญิงก็น่าตำหนิอยู่ไม่น้อย  อยากถามอยู่เหมือนกันว่า ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่พยายามเรียกร้องกัน  ศักดิ์ศรีแห่ง
ความเป็นเพศแม่ที่เคยภาคภูมิใจ และความงดงามของหญิงกัลยาณีหายไปไหน ? และหายไปได้อย่างไร ? การปกป้องขัดขืนไม่มี เรามั่นใจแค่ไหนกับคนที่กำลังคบหาว่าจะเป็นคู่ชีวิตของเราตลอดไป ?  เราจะมั่นใจได้หรือกับการฝากชีวิตไว้กับผู้ชายที่กล้าแสดง
ความเห็นแก่ตัวกับเราในลักษณะนี้แม้ในที่สาธารณะ ? ถ้าหากเราไปใช้ชีวิตร่วมกัน เขาจะไม่แสดงความเห็นแก่ตัวมากกว่านี้หรือ ? คำถามเหล่านี้ขอฝากให้ท่านผู้อ่านที่เป็นหญิงช่วยกันคิดให้มาก ๆ ก็แล้วกัน
          มายาชีวิตของมนุษย์ไม่ว่ายุคสมัยใด มักจะสะท้อนภาพลักษณ์ของความเห็นแก่ตัวที่มนุษย์มีต่อกันไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม เรื่องของความรักก็เช่นกันมีปรากฏให้เห็นอยู่ดาษดื่น ภาพลักษณ์ที่สะท้อนออกมาตามสื่อแขนงต่าง ๆ ส่วนใหญ่มักจะปรากฏในแง่ลบ ตั้งแต่การแก่งแย่งคนรักระหว่างหนึ่งหญิงสองชาย สองหญิงหนึ่งชาย รักเป็นพิษ รักไม่สมหวัง ฯลฯ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นมายาชีวิตที่มนุษย์มีให้แก่กันและกัน เมื่อมีปัญหาและเรื่องยุติลง ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่สรุปได้ก็คือ "ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั่นเอง"
          ภาพมายาแห่งชีวิตที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความรันทดสลดหดหู่ใจที่สุดครั้งหนึ่ง คือฉากแห่งการทะเลาะกันของหญิงชายคู่หนึ่งบนสะพานลอย(เข้าใจว่าเป็นสามีภรรยากัน) ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอะเจอเหตุการณ์เช่นนั้น คือฝ่ายชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษ มีพลกำลังและร่างกายที่ แข็งแรงกว่าทำร้ายฝ่ายหญิง ต่อจากนั้นก็มีเสียงผรุสวาทของฝ่ายหญิงพรั่งพรูออกมาต่าง ๆ นานา สภาพของฝ่ายหญิงในขณะนั้นน่าเวทนาเป็นยิ่งนัก ตัวสั่น สะอึกสะอื้นทั้งน้ำตา ในห้วงคำนึงขณะนั้นอดที่จะนึกถึงคำว่า
 " ความรัก, การแต่งงาน, สันดานดิบของสัตว์, ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ " ไม่ได้ ผู้เขียนไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องจึงไม่กล้าตัดสินว่าใครผิดหรือถูก แต่ถ้าหากเขาทั้งสองนั้นมีความยั้งคิดสักนิดหนึ่ง นึกถึงตอนที่เริ่มรักกัน นึกถึงว่าชายหญิงจะต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลเข้าหากันเรื่องก็จะไม่เกิดเกินเลยไป เมื่อหมดรักซึ่งกันและกันแล้วก็ควรจะมีทางออกและวิธีการที่ดีกว่านี้
          หากทางออกของเรื่องหรือวิธีการแก้ปัญหาในเรื่องต่าง ๆ จบลงด้วยความรุนแรงเช่นนี้ มนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีใจสูงก็คงจะไม่แตกต่างไปจากสัตว์เดียรัจฉานที่มีก็เฉพาะแต่สัญชาตญาณแห่งการดำรงชีวิต คือ การต่อสู้แย่งชิงเพียงเพื่อให้ตนเองอยู่รอด และสืบทอดเผ่าพันธุ์เท่านั้น เพราะการต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้มีชีวิตรอดและสืบทอดเผ่าพันธุ์เท่านั้น มันไม่ใช่วิธีการที่มีเหตุมีผล ที่มีความสัมพันธ์กันกับพุทธิปัญญาที่มีในมนุษย์ พุทธิปัญญานี้เองที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดียรัจฉาน
          ผู้เขียนอยากขอแทรกความรู้สึกส่วนตัวในที่นี้ว่า "ผู้หญิงทุกคนควรจะได้รับการทะนุถนอมเชิดชูจากฝ่ายชายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่ในฐานะแม่ผู้ให้กำเนิดชีวิต หรือภรรยาคู่ชีวิตก็ตาม" "ความรักที่แท้จริง ก็คือการที่คุณให้ความเอาใจใส่อย่างเพียงพอต่อใครสักคนโดยที่คุณต้องการว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคน ๆ นั้น"
          ความเป็นจริงในสังคม เราไม่อาจหาความสมบูรณ์แบบได้ในมนุษย์ปุถุชนทั่ว ๆ ไป ยิ่งในเรื่องของความรักด้วยแล้วมักจะมีแต่ความพลั้งพลาดเสมอ ดังนั้นคู่รักทั้งชายและหญิง หรือคู่สามีภรรยาจะต้องช่วยกันประคับประคองทะนุถนอมความรักที่มีต่อกันให้ตลอดรอดฝั่งของชีวิตรัก และการใช้ชีวิตคู่

พระพุทธศาสนาไม่เคยปฏิเสธเรื่องความรัก
          พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่สำคัญประการหนึ่งคือหลักเมตตา คือความรัก ความปรารถนาดีต่อคนอื่น (คนที่ตนรัก) หรือในความหมายที่กว้างออกไป คือความรักที่มีต่อมนุษย์ด้วยกัน ตลอดถึงสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เวียนวนอยู่ในห้วงทะเลแห่งการได้มาและสูญเสีย (วัฏฏสงสาร) พระพุทธศาสนาสอนว่าให้บุคคลมีความรัก ความเมตตากรุณาต่อกันไม่ใช่เฉพาะในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตเท่านั้น หากแต่สอนให้มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเสมอเหมือนกับบิดามารดาที่มีความรัก ความเมตตากรุณาต่อบุตรอันเป็นสุดที่รักคนเดียวของตน
          โดยธรรมชาติ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าชีวิตของคนเราต้องการความรัก ความทะนุถนอมเอาอกเอาใจ ความอบอุ่นอันเกิดจากความรักของบุคคลอันเป็นที่รัก เมื่ออายุน้อยเด็กก็ต้องการความรักความทะนุถนอมจากบิดามารดาญาติพี่น้องและผู้เลี้ยงดู ต่อมาก็ต้องการความรักความเข้าใจจากเพื่อน เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ต้องการความรัก ความเอาอกเอาใจจากเพศตรงข้ามและความไว้วางใจจากเพศเดียวกัน เมื่อแต่งงานแล้วก็ปรารถนาให้คู่ครองมั่นคงยั่งยืน และซื่อสัตย์ต่อความรัก หากมีลูกหลานก็ต้องการความรักความเอาใจใส่จากลูกหลาน นอกจากนั้นแล้วมนุษย์เรายังมีความรักกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวและที่เกี่ยวข้องกับตัวอีกมากมาย กล่าวได้ว่าชีวิตกับความรักนั้นจะต้องเดินไปเป็นคู่ขนานของชีวิต ดังที่กล่าวแล้วว่าความรักเป็นพลังขับเคลื่อนที่มีพลานุภาพอย่างมหาศาล เป็นพลังที่ทรงฤทธานุภาพที่ผลักดันชีวิตของคนให้ถึงความรุ่งโรจน์และประสบผลสำเร็จในชีวิต เหตุเกิดของความรักตามทรรศนะของพุทธศาสนาแสดงไว้หลายนัยด้วยกัน ในที่นี้ขอนำมากล่าวเพียง ๒ ประการ ดังต่อไปนี้
          ๑. ปุพเพสันนิวาส การอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ คือการที่เคยอยู่ร่วมกันมา เคยคบหาสนิทสนมชอบพออัธยาศัยกันมา หรือเคยเลี้ยงดูกันมา เคยทำบุญเกื้อหนุนกัน เมื่อมาพบกันในชาตินี้ แม้ในคราวแรกพบก็เกิดความนิยมชมชอบรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยอย่างรวดเร็ว โดยที่หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมจึงนิยมชมชอบบุคคลผู้นั้นอย่าง จริง ๆ จัง ๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเห็น
          ๒. การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบัน เป็นเหตุผลที่ชัดเจนอยู่ในตัว คือการเกื้อกูลกันในปัจจุบันนั้น คือทำให้เกิดความสนิทสนมรักใคร่ไว้วางใจในฐานเป็นกัลยาณมิตร คือการแสดงออกในรูปของการอุปการะร่วมสุขร่วมทุกข์แนะนำประโยชน์ และมีความรักใคร่ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน จึงเกิดความรัก ความเมตตาต่อกัน
          หลักธรรมของพระพุทธศาสนาอีก ๖ ประการที่เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติตาม เป็นที่รัก เคารพของผู้อื่น เป็นไปเพื่อการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ไม่วิวาทกัน เป็นไปเพื่อสามัคคีและเป็นเหตุให้ระถึงกันและกัน ธรรม ๖ ประการนั้น คือ "สาราณียธรรม" คือหลักธรรมที่จะกล่าวถึง ดังต่อไปนี้
๑) เมตตากายกรรม คือจะทำอะไรเกี่ยวกับผู้อื่น ก็ทำด้วยเมตตาแสดงออกในรูปของการช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่เอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัว
          ๒) เมตตาวจีกรรม คือจะพูดก็พูดด้วยเมตตา เช่นการอบรมสั่งสอนด้วยคุณธรรม ตักเตือนให้สติเขาเมื่อเห็นว่าจะดำเดินชีวิตที่ผิดทาง
          ๓) เมตตามโนกรรม คือจะคิดอะไรก็คิดด้วยเมตตา ไม่พยาบาทอาฆาตจองเวร ไม่คิดเบียดเบียน พยายามอบรมจิตของตนให้มีเมตตา
          ๔) จาคะ คือแบ่งปันช่วยเหลือในสมบัติที่หามาได้ โดยชอบธรรมให้แก่ผู้อื่น ไม่ตระหนี่หวงไว้เฉพาะตัวหรือพวกพ้องของตัวเท่านั้น
          ๕) สีลสามัญญตา คือมีศีลหรือระเบียบกฎเกณฑ์เสมอกันกับผู้อื่น ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่นในสังคม
          ๖) ทิฏฐิสามัญญตา คือมีความเห็นตรงกันกับผู้อื่น ไม่เห็นแตกต่างจากผู้อื่น อันเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งทะเลาะกัน

บทสรุปส่งท้าย
          ความรักไม่ใช่เงินแค่หนึ่งหมื่น, สองหมื่น, แสน, สองแสน, หนึ่งล้าน หรือหลายสิบล้าน ที่ได้มาจากการพลีร่างกาย (พรหมจารี) ให้กับผู้ชายที่มีกำลังทรัพย์หรือฐานะทางสังคมที่เที่ยวซื้อหาด้วยอำนาจแห่งกามตัณหาที่เต็มไปด้วยราคะ
เพื่อการเสพ
เสวยกามรส และความรักก็ไม่ใช่ค่าสินสอดหรือทรัพย์สินเงินทองที่ฝ่ายชายจะพึงมีให้แก่ฝ่ายหญิง เพราะความรักไม่อาจตีค่าเป็นราคาได้ ความรักไม่ใช่พลังขับเคลื่อนแห่งตัณหาที่เต็มไปด้วยราคะที่หญิงชายมีให้แก่กัน ความรักเป็นอะไรที่มากกว่าเรื่องส่วนตัวของหญิงและชาย ความรักจะต้องนับรวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญก็คือการครองชีวิตคู่และครอบครัวที่อบอุ่น คงจะไม่มีรางวัลหรือของมีค่าใด ๆ ที่คู่สามีภรรยามอบให้แก่กันและกันในวันแต่งงานเท่ากับพรหมจารี อาจมีคำถามแย้งว่าทำไมจึงให้ความสำคัญกับ
พรหมจารีเล่า ? โลกทุกวันนี้เขาอยู่ด้วยกันก่อนแต่งทั้งนั้น ก็คงจะให้เหตุผลว่า เมื่อทั้งสองตัดสินใจจะร่วมสร้างและดำเนินชีวิตไปด้วยกัน พรหมจารีที่ทั้งคู่มีให้แก่กันและกันมันจึงหมายรวมถึงการที่ได้มอบหัวใจที่บริสุทธิ์ต่อคนที่ตนเลือกแล้วว่าดีที่สุด เพราะว่าความรักไม่ใช่เรื่องลองผิดลองถูก เมื่อไม่พอใจหรือเข้ากันไม่ได้ก็เลือกหาใหม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะเป็นได้แค
่ความใคร่ (Sexual Desire) ไม่ใช่ความรัก (Love or Kindness)
          ความรักหาใช่อะไรอื่น หากแต่ความรักคือความปรารถนาสุขแก่คนที่ตนรัก (เมตตา) ความรัก คือความเห็นอกเห็นใจด้วยจิตที่อ่อนโยนพร้อมที่จะทะนุถนอมประคับประคองความรักนั้นด้วยความละมุนละไม (กรุณา) ความรักคือความพลอยยินดีต่อคนที่ตนรักทั้งที่รู้ว่าเขามีความสุขอยู่แล้วก็ตาม แม้ในบางครั้งเราเองอาจต้องเป็นผู้เสียสละ
(มุทิตา) และความรักคือการให้อภัยแก่คนที่ตนรักแม้ในยามที่ไม่เข้าใจกันและไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขเหตุการณ์นั้น ๆ ได้ ด้วยการวางเฉยไม่ทุกข์ร้อน โกรธ เกลียด (อุเบกขา)
          เมื่อพูดถึงนัยแห่งความรัก ก็คงเป็นไปใน ๒ รูปแบบ คือ รูปแบบที่หนึ่งคือห่วงโซ่ หรือบ่วงบาทอันเป็นพันธนาการแห่งชีวิตที่เกิดขึ้นด้วยแรงสิเนหาที่เกิดขึ้นระหว่างหญิงและชาย องค์ประกอบที่สำคัญคือการเสพเสวย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เรียกกันว่ากามารมณ์ รูปแบบที่สองคือการขยายขอบเขตแห่งความรักออกไปไม่จำกัด ความรักตามนัยนี้จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเสพเสวย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เป็นเรื่องของกามารมณ์ เป็นความรักที่พร้อมจะเสียสละและอุทิศตนโดยไม่จำกัดขอบเขต (อัปปมัญญา) จัดเป็นรูปแบบแห่งความรักที่เป็นสากล ดังที่สิทธัตถะมหาบุรุษ ปรารถนาจะให้หมู่มวลมนุษย์มีให้แก่กันและกัน 

หนังสืออ้างอิง
          อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เล่มที่ ๒๒.
          อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต เล่มที่ ๒๒.
          ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมไทย, (สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ : กรุงเทพมหานคร), ๒๕๓๑.
          So Sethaputra, New Model English - Thai Dictionary Volume 1. A to L (Thai Watana Panich : Bangkok),1994.
          พระมหาภาษิต สุภาสิโต (สุขวรรณดี), ชีวิตในอุดมคติตามทรรศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท, (วิทยานิพน์ศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย),๒๕๔๒