บริหารงานอย่างไรจึงจะไร้ทุกข์ในยุคโลกาภิวัตน์

พระมหาเกรียงไกร กิตฺติโสภโณ
น.ธ.เอก,ป.ธ.๖,ศน.บ.(พุทธศาสตร์)


         หลักการบริหารของชาวโลกไปโกรกอยู่ที่วัตถุ
         ความก้าวหน้าทางวัตถุหรือทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ดูเหมือนจะทวีความรุ่งเรืองให้กับโลกมากขึ้นทุกวันและความก้าวหน้า
ดังกล่าวก็รวดเร็วดั่งสายฟ้าร้องฟ้าแลบ ที่ว่าฟ้าร้องฟ้าแลบนั้นก็เพราะเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว เอาแน่นอนไม่ได้ และมันได้สร้าง
ความตื่นตาตื่นใจให้กับมนุษย์ บางครั้งมันก็สร้างความเสียหายหรือนำหายนะมาให้กับมนุษย์ผู้เกี่ยวข้องและหลับใหลโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเหมือนกับความเจริญทางด้านวัตถุหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนั้นได้
ก่อประโยชน์ไม่น้อยและสร้างปัญหามากมายให้แก่มนุษย์ มนุษย์ผู้รู้จักใช้มันย่อมได้รับผลประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างใหญ่หลวง ตรงกันข้ามกับมนุษย์ผู้ถูกมันใช้คือตกเป็นทาสของมันย่อมสร้างปัญหาและก่อโทษอย่างมหันต์ ดังนั้นในฐานะที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์
คนหนึ่งในโลกยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ถามว่า เราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร ? หรือเรามีวิธีการอย่างไรในการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมให้สอดคล้องกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ ? จะเป็นทาสหรือเป็นนายของมัน ? จะเป็นผู้ใช้ที่ชาญฉลาดหรือผู้ถูกใช้ที่โง่เขลา ? ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่จะต้องตอบคำถาม
         ดังนั้น เมื่อมันเป็นปัญหาของมนุษย์จึงต้องแก้ไขที่ตัวมนุษย์คือมนุษย์จะต้องพัฒนาตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อรับกับ
วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ทีนี้การพัฒนาตัวเองนั้นจะพัฒนาอย่างไร ? จะพัฒนาโดยการมุ่งที่ศึกษาทำความเข้าใจใน
เรื่องเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ ? เมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงจะกล่าวได้เหมือนเดิมว่ายังเป็นผู้ด้อยพัฒนา ปัญหาต่าง ๆ ก็คง
จะไม่มีวันสิ้นสุดลงได้ มนุษย์ก็คงจะเป็นทาสของมันอย่างหลับใหลต่อไป
         การพัฒนาตัวเองแบบชาวโลกที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่นั้นมันก็คงจะหนีไม่พ้นการแข่งขันเพื่อไม่ให้เสียเปรียบค
ู่แข่งขันและเพื่อแข่งขันกับกระแสโลกาภิวัตน์ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกขณะ เมื่อมนุษย์มีการแข่งขันกันก็เป็นสาเหตุให้มนุษย์คิด
ค้นหาวิธีการที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองหรือองค์การที่ตัวเองเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะและได้เปรียบคู่แข่งขัน แม้ว่าวิธี
การจะผิดถูกหรือไม่ก็ตาม แต่เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ของตัวเอง ทำให้มนุษย์ที่มีโอกาสหรือมีกำลังมากกว่าตัดสินใจทำลงไปโดย
ไม่มีรีรอ เมื่อพิจารณาตรงนี้จะเห็นว่ามนุษย์ได้เข้ามาสู่ระบบการบริหารเรียบร้อยแล้ว เพราะการที่จะได้มาซึ่งชัยชนะหรือได้เปรียบ
คู่แข่งนั้น จำเป็นจะต้องมีหลักการในการบริหารเพื่อไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุนี้นี่เองทำให้
เกิดทฤษฎีการบริหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะทฤษฎีที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับกันมากในวงการของนักบริหารคือ ทฤษฎีของ 
H.Fayol ซึ่งเขาเป็นเจ้าของทฤษฎี POCCC อันได้แก่ P=Planning (การวางแผน), Organizing (การจัดองค์การ), C=
Commanding (การบังคับบัญชา),C=Coordinating (การประสานงาน), และ C=Controling (การควบคุมงาน) นอกจาก
นี้ก็ยังมีทฤษฎีของ L. Gulick เจ้าของทฤษฎี POSDCORB อันได้แก่ P=Planning (การวางแผน), O=Organizing (การจัดองค์การ) ,S=Staffiing (คณะทีมงานที่ปรึกษา), D=Directing (การอำนวยการ) ,C=Coordinating (การประสานงาน), R=Reporting (การสื่อสาร/การรายงาน) และ Budgeting (การทำงบประมาณ) นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีการ
บริหารต่าง ๆ อีกมายมาย แต่อย่างไรก็ตามในทางบริหารงานทั่วไปสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการนำองค์การไปสู่เป้าหมายได้อย่างมี
ีประสิทธิภาพจะขาดไม่ได้ก็คือ ๑. Man (คน) ๒. Money (เงิน) ๓. Material and Machine (วัสดุอุปกรณ์และเครื่องจักร) ๔. Management (การจัดการ) ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้องค์การดำเนินไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
         จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่าทฤษฎีการบริหารส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปสู่การบริหารทางด้านวัตถุหรือทางกายภาพมากกว่า
ทางจิตภาพ ดังนั้น จึงเกิดความไม่สมดุลกันระหว่างกายกับจิต เมื่อกายกับจิตขาดดุลยภาพกันจึงก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบ (Impact) มากมายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในโลก ทีนี้เรามาลองพิจารณาดูซิว่า ถ้ามนุษย์ไปให้ความสำคัญกับโลกแห่งวัตถุ มุ่ง
บริหารด้านวัตถุ ติดอยู่ในเทคโนโลยี เป็นทาสของเทคโนโลยี แต่เพียงอย่างเดียวแล้วเมินเฉยหรือทอดทิ้งการบริหารจิต โลกนี้มันก็
คงจะวุ่นวายต่อไปแน่นอน ทีนี้เราจะทำอย่างไรกันดีล่ะ ? 
         ก่อนที่จะตอบคำถามดังกล่าวด้วยตัวเองจะพาไปดูหลักการบริหารงานที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อตนเองและประโยชน์เกื้อ
กูลแก่ชาวโลก นั่นก็คือ หลักการบริหารของพระพุทธเจ้า
         หลักการบริหารของพุทธไปสิ้นสุดที่กระบวนการบริหารใจ
         เมื่อเราย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่นักบวชสิทธัตถะกำลังแสวงหาทางตรัสรู้อยู่นั้น พระองค์ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ตรัสรู้หลัง
จากพระองค์ได้เข้าไปศึกษาในสำนักอาจารย์ต่าง ๆ ที่มีชื่อในสมัยนั้นแล้ว เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าคำสอนในสำนักอาจารย์เหล่านั้น
ไม่ใช่หนทางที่จะตรัสรู้ พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยออกจากสำนักของอาจารย์เหล่านั้นและตั้งปณิธานที่จะแสวงหาวิธีที่จะตรัสรู้
ด้วยพระองค์เอง ดังนั้นจากที่เราศึกษาพุทธประวัติมาแล้วจะเห็นว่าวิธีแรกที่พระองค์ให้ความสำคัญก็คือพระองค์มุ่งไปที่กระบวน
การบริหารทางกาย นั่นคือ การบำเพ็ญเพียรทางกาย เรียกว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยา (Self - Mortification) หมายถึงการกระทำ
ที่บุคคลกระทำได้โดยยากหรือการทรมานตัวเอง ซึ่งวิธีนี้เป็นกระบวนการหนึ่งที่พระองค์ใช้ทดลองค้นหาความจริง (สัจธรรม) ซึ่ง
เป็นวิธีการทดลองเพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุด (ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ) แต่ก็เป็นวิธีการที่ล้มเหลว ถึงกระนั้นพระองค์ก็ทรง
หาท้อแท้ไม่ ในที่สุดพระองค์จึงทรงเห็นว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นวิธีการที่ผิดไม่ใช่หนทางที่จะตรัสรู้แน่นอน จึงทรงเปลี่ยนวิธี
ีการบริหารแบบใหม่ด้วยการเสวยพระยาหารตามปกติ (เป็นการบริหารกาย) แล้วหันไปให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารทาง
จิตซึ่งเป็นวิธีสุดท้ายที่ทำให้พระองค์ประสบความสำเร็จในการบริหารงาน (งานคือการแสวงหาวิธีการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ญาณ) ของพระองค์
         อนึ่ง ในการบริหารงานทางจิตของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงมีนโยบาย (Policy) มีปณิธานอันแน่วแน่ มีเป้าหมาย (Goal or Target) มีวัตถุประสงค์ (Objective) มีภารกิจหลัก (Master Mission) มีวิธีการปฏิบัติหรือดำเนินการ (Method) และพระองค์ก็มีการประเมินผลงาน (Evaluation) หรือประเมินผลการปฏิบัติทุก ๆ ขั้นตอน ดังจะได้นำมาขยาย
ความเป็นลำดับไป
         พระองค์ทรงมีนโยบายที่จะบริหารจิตให้หลุดพ้นจากทุกข์และอาสวะทั้งหลายทั้งปวงอันจะทำให้พระองค์นั้นได้ตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์และสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์ทุกหมู่เหล่า
         ปณิธานอันแน่วแน่ของพระองค์ก็คือเมื่อสมัยที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชายทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะออกผนวชและทรงมีปณิธาน
แน่วแน่ที่จะแสวงหาหนทางตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และหลังจากตรัสรู้แล้วพระองค์ก็ทรงมีปณิธานอันแน่วแน่ที่จะเสด็จโปรดเวไนยสัตว์ให้ข้ามพ้นโอฆะสงสาร (โอฆะ ๔ ได้แก่ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ)
         พระองค์ทรงมีเป้าหมายแน่นอนคือการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ นอกจากนี้ในการปฏิบัติไปสู่เป้าหมายสูงสุดพระองค์
ยังทรงมีวัตถุประสงค์สำคัญหลายประการ ดังนี้
         ๑. เพื่อแสวงหาวิธีการดับทุกข์และอาสวะทั้งหลาย
         ๒. เพื่อหยุดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์
         ๓. เพื่อตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า
         ๔. เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก
         ดังนั้น ในการบริหารงานจนประสบความสำเร็จของพระพุทธเจ้านั้นสามารถเขียนเป็นโครงสร้าง ได้ดังนี้
         "กายอ่อนแอ ไม่เหมาะแก่การทำงาน จิตอ่อนแอก็ไม่เหมาะแก่การงานเช่นเดียวกัน ดังนั้น กายกับจิตอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ จึง
ต้องบริหารทั้งกายและจิตให้มีพลังที่เหมาะสม เพื่อการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ"

โครงสร้างที่ ๑

โครงสร้างการบริหารงานของพระพุทธเจ้าตามหลักอริยสัจ ๔

Input
ปัจจัยนำเข้า Process
กระบวนการ Output
ผลผลิต

บริหารกาย 

กายที่ควรแก่การงาน 
มนุษย์ 
บริหารงาน เป้าหมายสูงสุด

จิตที่ควรแก่การงาน 

บริหารจิต 
ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ทุกข์ - สมุทัย มรรควิธี (อริยมรรคมีองค์ ๘) นิโรธ
มรรคมีองค์ ๘ สงเคราะห์เข้าในไตรสิกขา ๓ คือ อธิศีล อธิจิต (สมาธิ) อธิปัญญา 

         หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว (หลังจากพระองค์บรรลุถึงเป้าหมายแล้ว) พระองค์ทรงใช้เวลา
วิเคราะห์ทบทวนและประเมินผล การปฏิบัติที่ผ่านมาจนถึงได้ตรัสรู้แล้วทรงประเมินถึงความยากง่ายของการตรัสรู้ ประเมิน
อุปนิสัยของเวไนยสัตว์ และประเมินถึงความเป็นได้ถึงภูมิปัญญาของเวไนยสัตว์ที่จะรับรู้สิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้น เพราะสิ่งที่พระ
องค์ตรัสรู้นั้นเป็นธรรมลึกซึ้งยากที่ผู้อื่นจะรู้ตามได้ พระองค์ทรงใช้เวลาวิเคราะห์และประเมินตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและมองไปถึง
อนาคตเป็นเวลา ๗ สัปดาห์เต็ม ๆ ในระยะเวลา ๗ สัปดาห์นั้นพระองค์ยังไม่น้อมพระทัยในอันที่จะประกาศธรรม จนกระทั่งพระ
องค์เสด็จกลับมาประทับที่ควงไม้ไทรชื่ออชปาลนิโครธอีกครั้งจึงได้ตัดสินพระทัย (Decision making) ที่จะประกาศธรรม เพราะทรงอาศัยพระกรุณาในหมู่สัตว์ประกอบทรงพิจารณาทรางชัดถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ๔ ประเภท ซึ่งเปรียบเทียบ
ได้กับดอกบัว ๔ เหล่า คือ:-
         ๑. อุคฆฏิตัญญู คือ เป็นบุคคลผู้มีปัญญาดีและมีกิเลสน้อย สามารถเข้าใจได้ฉับพลันเพียงเพราะได้ยินหัวข้อธรรมที่ยกขึ้น
แสดง เหมือนดอกบัวที่พ้นน้ำ พอได้รับแสงอาทิตย์ก็บานทันที
         ๒. วิปจิตัญญู คือ เป็นบุคคลผู้มีสติปานกลาง มีกิเลสพอปานกลาง สามารถเข้าใจธรรมได้ถ้ามีการอธิบายขยายความให้
พิสดารออกไป บุคคลประเภทนี้เปรียบได้กับดอกบัวที่อยู่เสมอน้ำพร้อมที่จะบานในวันต่อไป
         ๓. เนยยะ คือ เป็นบุคคลผู้มีปัญญาน้อยกิเลสหนา สามารถเข้าใจธรรมได้ต่อเมื่อได้กัลยามิตรที่ดีเยี่ยมสอนย้ำแล้วย้ำอีก เปรียบ
เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำรอโอกาสบานในวันต่อไป
         ๔. ปทปรมะ คือ เป็นบุคคลผู้ที่สอนได้ยาก เพราะเหตุ ๒ อย่าง ๆ ใดอย่างหนึ่ง คือ ๑ มีปัญญาน้อย ๒ มีทิฏฐิมานะจัดเกินไป เปรียบเหมือนดอกบัวที่เพิ่งงอกขึ้นใหม่ ๆ ยังอยู่ในโคลนตม มักจะตกเป็นอาหารของสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีปลาและเต่าเป็นต้น
         สินค้าของพระพุทธเจ้าคือ พระธรรม
         ดังนั้น จะเห็นว่ากว่าที่พระองค์จะทำการตัดสินพระทัย ประกาศธรรมนั้นต้องใช้เวลามากกว่า ๗ สัปดาห์ นี่แสดงให้เห็นถึง
การตัดสินพระทัยที่จะเปิดตัวหรือ Promote สินค้าตัวใหม่ (สินค้าหมายถึงพระธรรม) ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ในแข่งขันและพิชิต
ตลาด (ตลาด หมายถึง โลก ๓)ของพระองค์ นี่คือกระบวนการบริหารงานที่ดีที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะสินค้า(พระธรรม)
นั้นไม่ก่อโทษ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมของโลก มีแต่สร้างคุณประโยชน์สุขให้แก่โลก ใครก็ตามที่ได้นำสินค้า (พระธรรม)นี้ไปใช้แล้ว ย่อมได้รับผลตามสมควรแก่การปฏิบัติแน่นอน
         แม้ว่าพระพุทธองค์จะได้ตรัสรู้ด้วยกระบวนการบริหารทางจิตแล้วก็ตามแต่พระองค์ก็หาได้ทอดทิ้งกระบวนการบริหารงาน
ภายนอกกายไม่ พระองค์ยังคงบริหารควบคู่กันไป เรียกว่าเป็นภารกิจหลักหรือคำที่เราคุ้นหูกันก็คือ พุทธกิจ ๕ ประการ ได้แก่:-
         ๑. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต
         ๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม
         ๓. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ เวลาค่ำทรงประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย
         ๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ เวลาเที่ยงคืนทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย
         ๕.ปจฺจุสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ เวลาใกล้รุ่งทรงทอดพระเนตรดูเวไนยสัตว์ที่ควรตรัสรู้และไม่ควรตรัสรู้
         ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภารกิจหลัก (Master Mission) ของพระองค์นั้น เป็นกิจที่พระองค์ทรงกระทำอยู่เป็นประจำ (Routine) นับตั้งแต่ตรัสรู้มาจนกระทั่งเสด็จดับขันธปรินิพพานรวมระยะเวลานานถึง ๔๕ พรรษา
         ทีนี้ อยากให้หันมาดูวิธีการปฏิบัติของพระพุทธองค์อีกครั้งหนึ่งว่าทรงมีกลยุทธ์ (Strategy) ในการบริหารงานทั้งภายในทั้งภายนอกจนทำให้พระองค์บรรลุเป้าหมายสูงสุดได้อย่างไร? (กลับไปดูโครงสร้างที่ ๑ เทียบโครง
สร้างที่ ๒)

โครงสร้างที่ ๒

ศีล สมาธิ ปัญญา

นักบวช บำเพ็ญภาวนา ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ทรัพยากร
Input กระบวนการ
Process ผลงานหรือผลผลิต
Output

         เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา ตามหลักฐานในมหาปทานสูตรยืนยันสาเหตุการเสด็จออกผนวชดังนี้ว่า พระ
สิทธัตถราชโอรสทรงเสด็จประพาสพระอุทยานเป็นจำนวน ๔ ครั้ง และในแต่ละครั้งนั้น ทรงพบกับเทวทูตทั้ง ๔ คือ คนแก่, คน
เจ็บ คนตายและสมณะ สิ่งเหล่านี้นี่เองเป็นเหตุให้พระองค์หยั่งรู้ความทุกข์ ความโศก ความร่ำไรรำพัน เป็นต้น ของมวลมนุษย์ ทำ
ให้พระองค์ทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส ไม่ยึดติดอยู่ในความมัวเมา ในความสุขทุกข์ที่ทรงได้รับอยู่ในขณะนั้น และ
ทรงค้นพบว่ามีอยู่ทางเดียวที่จะพ้นไปจากความทุกข์เหล่านี้ได้ นั่นก็คือ การเลือกใช้ชีวิตแบบสมณะ จึงจะพ้นทุกข์ได้ (เมื่อเรา
พิจารณาดูตรงนี้แล้ว จะเห็นว่าทฤษฎีของเจ้าชายสิทธัตถะแตกต่างจากทฤษฎีของนักวิชาการในยุคโลกาภิวัตน์มากเพราะเป็นทฤษฎี
ที่สวนทางกัน พระองค์หันหลังให้กับโลกิยสุข แต่นักวิชาการกลับหันหน้าเข้าหาโลกิยสุข) ดังมีพระพุทธดำรัสว่า "ชีวิตฆราวาส
คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี การบวชเป็นทางสะดวกปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริ
สุทธิ์เต็มที่เหมือนสังข์ขัดไม่ใช่ทำได้ง่ายอย่ากระนั้นเลยเราควรจะปลงผมโกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์ สละบ้านเรือนออกบวช
เป็นบรรพชิต"

         ดังนั้น การที่พระองค์ออกผนวชเป็นเหตุให้พระองค์ทรงบริบูรณ์ด้วยศีล (โลกุตรศีล) การที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต
เป็นเหตุให้พระองค์ทรงบริบูรณ์ด้วยสมาธิ (โลกุตตรจิต) อันเป็นผลมาจากการมีศีลและการที่พระองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ิญาณเป็นเหตุให้พระองค์ทรงบริบูรณ์ด้วยปัญญา (โลกุตตรปัญญา) อันเป็นผลมาจากการบำเพ็ญเพียรทางจิต ในที่สุดพระองค์ก็
็บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามที่ทรงกำหนดไว้ นี่เรียกว่าการบริหารสำเร็จรูปและสมบูรณ์แบบ (Perfect) ที่สุด และนับจาก
บัดนั้นเป็นต้นมาพระองค์จึงเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท (หมายถึงศาสนาพุทธ) ที่น่ายกย่องน่าสรรเสริญที่สุด ทรงเป็นนักบริหารที่ยอดเยี่ยม
ที่สุดในโลก และบริษัทของพระองค์นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังติดอันดับต้น ๆ ของโลกคือมีอายุยาวนานมากกว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว ณ วันนี้
บริษัทของพระองค์ (ศาสนาพุทธ) ก็ยังคงดำรงอยู่คู่โลกใบนี้หาได้เสื่อมไปไม่ ที่เสื่อมไปก็คือตัวมนุษย์เอง หาใช่ศาสนาไม่ ศาสนา
ของพระองค์ล้ำยุคและทันสมัยตลอดกาล ดังนั้น มนุษย์ผู้ไม่เข้าใจศาสนาจึงถือว่าเป็นคนล้าหลังไปโดยปริยาย
         เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วจะเห็นว่าตั้งแต่ต้นจนจบหลักการบริหารตามแนวคิดทฤษฎีของนักวิชาการต่าง ๆ ที่ได้ให้ไว้เป็นสูตร
สำเร็จนั้น มุ่งความสำเร็จนอกตัวมนุษย์ มุ่งไปสู่การยึดติดในวัตถุมากกว่าภายในตัวมนุษย์ เมื่อเกิดการยึดติดหรือยึดมั่นถือมั่นแล้ว (อุปาทาน) ทำให้เกิดความทะยานอยาก (ตัณหา) ในวัตถุนั้น มนุษย์จึงดิ้นรนขวนขวายค้นหาวิถีทางเพื่อเอาวัตถุมาตอบสนองความ
ต้องการของตัวเองเพราะหลงเข้าใจว่าจะได้รับความสุขจากมัน ซึ่งความจริงแล้วมนุษย์ไม่มีทางที่จะพบความสุขที่แท้จริงได้จาก
ภายนอกตัวมนุษย์ นั่นหมายถึงว่าตราบใดที่มนุษย์ยังยึดติดอยู่กับโลกแห่งวัตถุ ปัญหาในสังคมมนุษย์ก็ยังคงมีอยู่ตราบนั้น
         ส่วนหลักการบริหารงานของพระพุทธเจ้านั้นได้เน้นที่ตัวมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการศึกษานั่นก็คือให้ความสำคัญกับตัวมนุษย์ ศึกษาธรรมชาติภายในตัวมนุษย์แล้วโน้มน้าวไปสู่ภายนอกตัวมนุษย์ซึ่งครอบคลุมไปถึงสภาพแวดล้อมหรือธรรมชาติภายนอกด้วย ดังนั้น ทางศาสนาจึงได้มีคำสอนเพื่อเป็นหลักยึดถือปฏิบัติสำหรับมนุษย์ไว้มากมาย แม้แต่คุณลักษณะของผู้บริหารที่ดีศาสนาก็ได้สอนไว้ว่าผู้บริหารที่ดีนั้นต้องมีคุณธรรม ๖ ประการ อันได้แก่:-
         ๑. ขมา คือ ต้องอดทน ผู้นำต้องมีความอดทนอดกลั้น ยิ้มแย้มแจ่มใส กล้าได้กล้าเสีย ถือภาษิตที่ว่า "ยิ้มได้เมื่อภัยมา ไม่โสกา
เมื่อภัยมี"

         ๒. ชาคริยะ คือต้องตื่นตัว ต้องไหวทันต่อเหตุการณ์ ต่อยุคสมัย ต่อโลก ต่อสังคม ต่อการพัฒนา มีความตื่นตัว ตื่นตา ตื่นใจ แต่ไม่ใช่ตื่นตูม ตื่นเต้น ตื่นข่าว
         ๓. อุฏฐานะ คือต้องขยัน ผู้นำต้องมีความขยัน หมั่นเพียร ไม่ท้อถอย ไม่ท้อแท้ หนักเอา เบาสู้ อุตสาหะ ตั้งใจ ใฝ่ต่องาน
         ๔. สังวิภาคะ คือต้องมีความเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งงาน กระจายตำแหน่ง ไม่ยึดเอาไว้คนเดียว ไม่หวงอำนาจ ไม่หวงงาน
         ๕. ทยา คือต้องมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ไม่โหดร้าย ไม่ใจดำอำมหิต ยามผิดพลาดรู้จักให้โอกาส.ให้อภัย
         ๖. อิกขณา คือต้องตรวจสอบ ตรวจตรา ติดตามผลงาน หรือการทำงานของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ถือคติว่า "งานดี สำคัญอยู่
ที่ใจ งานยิ่งใหญ่ สำคัญอยู่ที่คน"

         แต่อย่างไรก็ตาม ถ้านักบริหารในยุคโลกาภิวัตน์เป็นผู้ฉลาดรู้จักวิธีการบริหารงานโดยการเริ่มต้นที่กระบวนการบริหารกาย
และกระบวนการบริหารจิต(ภาวนา)ควบคู่กันไปดังเช่นวิธีการของพระพุทธเจ้าแล้ว เชื่อว่าจะสามารถนำองค์การไปสู่เป้าหมายได้
อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถอยู่รอดปลอดภัยไม่ขาดทุนแม้ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ การใช้ชีวิตในโลกยุคโลกาภิวัตน์คงจะมีความ
สุขไม่น้อยทีเดียวดังนั้น ขอให้นักบริหารทั้งระดับสูง ระดับกลางและระดับล่างจงตระหนักให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหาร
ทั้งกายทั้งใจ คือบริหารกายกับใจ (จิต) ให้ควรแก่การงานแล้วค่อยน้อมนำไปสู่การบริหารงานในองค์การ เมื่อทำได้เช่นนี้แล้วท่าน
จะเป็นนักบริหารที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่งและเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลกยุคโลกาภิวัตน์ แล้วจะทำให้การบริหารงานในองค์การนั้น
ไร้ทุกข์ มีแต่ความสุขในยุคโลกาภิวัตน์ แน่นอน
         สุดท้ายขอถามผู้อ่านว่า ท่านคือมนุษย์คนหนึ่งหรือเปล่าที่เป็นนักบริหารในยุคโลกาภิวัตน์ ? ถ้าหากว่าท่านเป็นนักบริหารแล้ว
ละก็ ขอถามต่อไปอีกหน่อยว่า ท่านมีวิธีการบริหารงานให้ไร้ทุกข์ ในยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร ? แต่คิดว่าหลังจากที่ท่านได้อ่าน
เนื้อหาสาระตั้งแต่ต้นจนจบแล้วท่านคงจะตอบคำถามนี้ได้อย่างแน่นอน 

"โลกนี้สับสนเพราะคนมุ่งรบ โลกนี้สงบเพราะเคารพธรรม"

"แสงทองของฟ้าเกิดขึ้นได้เพราะพระอาทิตย์ แสงทองของชีวิตเกิดขึ้นได้เพราะตัวเราเอง"