สังคมชนบทกับพระพุทธศาสนาที่เปลี่ยนแปลงไป

พระมหาสุวรรณ  สุวณฺณโชโต


      ในอดีตที่ผ่านมา สังคมชนบทถือได้ว่าเป็นสังคมที่มีแต่อุ่นไอแห่งความรัก สมัครสมานสามัคคีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  และเห็นอกเห็น
ใจซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีส่วนขัดเกลาจิตใจอุปนิสัยให้เรียบร้อย ดีงามดัง
จะเห็นได้จากบทกลอนตามวัดในชนบทที่เขียนไว้ อย่างน่าประทับใจยิ่ง ว่า

      วัดจะดี มีหลักฐาน เพราะบ้านช่วย      บ้านจะสวย ก็เพราะวัด ดัดนิสัย
      บ้านและวัด ผลัดกันช่วย ก็อวยชัย       บ้านและวัด ขัดกัน ก็บรรลัยทั้งสองทาง

      จากบทกลอนนี้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า สังคมชนบทได้ยึดเอาพระพุทธศาสนาเป็นวิถีทางแห่งการดำรงชีวิต โดยได้
รับการอบรมบ่มนิสัย จากพระภิกษุซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในสังคมนั้นๆ อีกทอดหนึ่ง ฉะนั้นสังคมชนบทจึงมีแต่ความสุข สงบ ร่มเย็น 
เรื่อยมา
      แต่ในปัจจุบันสังคมชนบทกลับเป็นตรงกันข้าม น้ำใจและความเห็นอกเห็นใจที่เคยมีให้กันกลับเหือดแห้ง และหาได้ยากเต็มทีไม่
แพ้สังคมเมือง สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเพราะความเจริญในด้านวัตถุที่แพร่หลายเข้าไป จึงทำให้ชาวชนบทเริ่มเหินห่างจากพระพุทธ
ศาสนามากขึ้น
      ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อตอนที่ผู้เขียนยังเป็นเด็ก ผู้เขียนจำได้ว่า เมื่อมีงานอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นงาน
บวชงานศพ หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น หมู่ชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน จะมาช่วยกันอย่างขยันขันแข็ง โดยไม่คิดว่าเป็นการเสียเวลา
ในการทำมาหากิน เรียกว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน งานต่างๆ ที่จัดทำขึ้นจึงอึกทึก สนุกสนานไม่เงียบ
เหงา
      แต่ทุกวันนี้สิ่งที่ผู้เขียนได้พบในอดีตนั้นเริ่มเลือนลางหายไปจากสังคมชนบท เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้าน
สิ่งที่ได้พบกลับเป็นตรงกันข้าม เมื่อก่อนคุณโยมทั้งหลาย ถ้าพบกันก็จะทักทายปราศรัยถามว่า "ท่านไปอยู่ที่ไหนมา?" ซึ่งเมื่อฟัง
แล้วทำให้ผู้เขียนรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แต่เมื่อผู้เขียนกลับไปเยี่ยมบ้านในครั้งนี้ รู้สึกว่าคุณโยมเหล่านั้น มีท่าทีที่แปลกออกไป
มองดูผู้เขียนเหมือนไม่รู้จัก และรู้สึกว่าคุณโยมเหล่านั้น เย็นชาอย่างบอกไม่ถูก ผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
      แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนพบเห็นก็คือ สังคมชนบทในทุกวันนี้ เรียกว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ความเจริญ เกือบทุกบ้าน มีทีวี มีรถยนต์ 
มีรถจักยานยนต์ขับขี่ ถนนในหมู่บ้านเมื่อก่อนนานๆ จะมีรถวิ่งมาสักคันหนึ่ง แต่ทุกวันนี้วิ่งกันขวักไขว่ มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน
อาทิเช่น การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านในอดีตที่ผ่านมา สังคมชนบทถือว่าจะเลือกใครก็ได้ขอให้เป็นคนดี แต่ชนบทเดี๋ยวนี้ก้าวไปไกลถึง
ขนาดมีการโฆษณาชวนเชื่อทางรถยนต์ มีการกล่าวโจมตีฝ่ายตรงกันข้าม และให้ร้ายซึ่งกันและกัน บางทีถึงฆ่ากันตามเลยก็มี มี
การส่งลูกหลานเข้าเรียนตามโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในตัวจังหวัดและมุ่งประกอบแต่อาชีพของตนเพื่อที่จะสร้างฐานะไม่ให้น้อยหน้า
ใครในหมู่บ้านจนไม่มีเวลาแม้แต่จะเข้าวัด ในช่วงปิดภาคเรียน ก็ส่งลูกหลานของตนเองเข้าคอร์สเรียนกวดวิชา แทนที่จะให้เด็ก
เข้ามารับการอบรมหาความรู้ โดยการบวชเรียนเพื่อเป็นการขัดเกลาจิตใจตั้งแต่ยังเด็กนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เยาวชนในชนบท
ห่างเหินจากพระพุทธศาสนาที่นี้เรามาพูดกันถึงวัดในชนบทกันบ้าง ในอดีตวัดตามชนบทไม่เน้นสิ่งก่อสร้างมากนัก เน้นความสงบ
ร่มเย็นเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน วัดตามชนบทเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก มีการปลูกสร้างถาวรวัตถุต่างๆขึ้นภายในวัดกันอย่างมาก
มาย บางวัดมีเจ้าอาวาส ๑ รูป พระลูกวัด ๒ รูป แต่สร้างกุฏิเสียใหญ่โต มีแอร์ มีผ้าม่าน มุ้งลวด เหล็กดัดอย่างดี เรียกว่าหมดไป
หลายล้าน ซึ่งเหตุผลข้อหนึ่งก็คือ เพื่ออวดอ้างบารมี และหวังในการเลื่อนสมณศักดิ์ และในการก่อสร้างแต่ละครั้งนั้น ก็ต้องเก็บ
เรี่ยไรเงิน จากคุณโยมที่อยู่ในหมู่บ้านของท่านมาสร้างให้ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็มีการทำบุญฉลองอีก สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นปัญหาที่
สำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้คุณโยม ไม่อยากเข้าวัดเพราะเข้าไปแล้วก็กลัวจะโดนเรี่ยไรจากหลวงพี่อีก
      ในส่วนของพระสงฆ์เอง ในอดีตที่ผ่านมาท่านเป็นผู้นำชุมชนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านพิธีกรรมทางศาสนา แต่เนื่อง
จากกระแสวัตถุนิยมที่มีส่วนผลักดันให้ท่านเปลี่ยนแปลงไป เมื่อท่านเจ้าอาวาสมีความสะดวกสบาย หรูหราเช่นนี้ ความเลื่อมใส 
ศรัทธาของคุณโยมก็เริ่มเสื่อมลง เวลาในแต่ละวันของท่านจะเน้นไปที่การก่อสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ แทนที่จะเอาเวลาเหล่านั้น
ไปศึกษาค้นคว้าเพื่อเพิ่มพูนความรู้
      เราต้องยอมรับกันในประเด็นหนึ่งว่า ท่านเจ้าอาวาสตามชนบทบางท่านก็ไม่จบนักธรรมเอก เวลามีงานเทศน์ก็มักจะเทศน์
ตามคัมภีร์ที่มีผู้เขียนไว้ให้ หลายพรรษา หลายปี ก็คงเป็นเช่นนั้น คุณโยมบางท่านฟังจนจำได้ก็มี
      การที่จะหาพระที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ ในการเทศน์นั้นค่อนข้างยาก ภัยที่น่ากลัวอันใกล้นี้ ที่ผู้เขียนคิดไว้ก็คือ
 เมื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะก้าวขึ้นมาแทนที่คนรุ่นเก่า จะมีสักกี่คนที่จะยอมรับฟังธรรมะ ในเมื่อเขาเหล่านั้นมีความรู้สูงกว่าพระ
ผู้เขียนเองได้ตั้งปณิธานไว้ว่า "วันใดที่ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษา สิ่งที่ผู้เขียนจะคิดถึงเป็นอันดับแรกนั้น คือ หมู่บ้าน
ของผู้เขียน กล่าวคือผู้เขียนจะนำเอาความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนมานั้นไปเผยแผ่ อบรม สั่งสอน ประชาชนที่อยู่ในหมู่บ้าน
และตำบลของผู้เขียน เพื่อที่จะทำให้สังคมชนบทของผู้เขียน เจริญไปด้วยกันทั้งสองด้าน ทั้งทางวัตถุและด้านจิตใจ ตลอดจน
กระทั่ง เพื่อความมั่นคงแห่งพระสัทธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบไป