Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199
หน้าแรก

Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home2/src/public_html/web/components/com_mambelfish/classes/mambelfish.class.php on line 199
พระพุทธศาสนากับสังคม ตอนที่ ๑   พิมพ์  ส่งเมล์ 

พระพุทธศาสนากับสังคม  ตอนที่ ๑ : ความหมายของสังคม

รองศาสตราจารย์ ดร.มานพ  นักการเรียน

 

บทนำ

                ความคิดทางสังคมของพระพุทธเจ้ามิใช่พบได้ในที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะจากพระไตรปิฎกแต่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายทั่วไป จึงต้องสำรวจพระไตรปิฎก โดยเฉพาะในพระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก เพื่อเลือกสรรความคิดทางสังคมแล้วนำมากำหนดเป็นทฤษฎีทางสังคมที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

                ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า พระพุทธเจ้ามิได้ทรงมีจุดประสงค์ที่จะสร้างทฤษฎีทางสังคมหรือทฤษฎีอื่นใดให้เป็นระบบ แต่ทรงมีจุดประสงค์เพียงช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์อันมีจำนวนมาก ซึ่งทำให้เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสังคมหรือเพื่อประโยชน์สุขของสังคม (พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย) มีนักปราชญ์หลายคนทีเดียวที่มองเห็นว่า พระพุทธศาสนามีลักษณะปฏิเสธสังคมหรือโลก แต่แท้จริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ พุทธธรรมเกี่ยวกับสังคมมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ความหมายของคำว่า “สังคม” ซึ่งพระพุทธศาสนาได้เสนอทรรศนะไว้ซึ่งขัดแย้งกับสังคมวิทยา, คำสอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคม, คำสอนเกี่ยวกับสวัสดิภาพของสังคม, คำสอนเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และบ่อเกิดของสังคมและรัฐ

 

สังคม

เสฐียรโกเศศ ได้เสนอคำนิยามของสังคมไว้ในหนังสือเรื่องวัฒนธรรมว่า

มนุษย์ที่รวมกันอยู่เป็นหมู่คณะ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตั้งภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่ง ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นประจำเป็นเวลานานตามสมควรพอจะเรียนรู้และปรับปรุงตนเองแต่ละคนได้และประกอบการงานเข้ากันได้ดี มีความสนใจร่วมกันในสิ่งอันเป็นมูลฐานแห่งชีวิต มีการครองชีพ ความปลอดภัยทางร่างกาย ความมีอนามัยและความมีไมตรีจิตต่อกัน และมีความรู้สึกว่าตนแต่ละคนก็เป็นหน่วยหนึ่งของส่วนรวม[๑]

 

 

จากคำนิยามของคำว่า “สังคม” ข้างต้นนี้ จึงเห็นได้ว่า สังคมประกอบไปด้วย[๒]

๑) คนเพียงคนเดียวเป็นสังคมไม่ได้ อย่างน้อยต้องมีตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป และต้องมีทั้งเพศหญิงและเพศชาย

๒) คนจรจัดไม่มีหลักแหล่งแห่งที่เป็นที่อยู่อาศัย แม้จะมีรวมกันหลายคน ก็ไม่จัดเป็นสังคม

๓) คนที่เข้าไปดูมหรสพอยู่รวมกัน ณ ที่ใดที่หนึ่ง แม้จะมีความสนใจในสิ่งที่ดูร่วมกัน แต่ก็เป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่ได้อยู่เป็นประจำและมีเวลานานตามสมควร ก็ไม่จัดเป็นสังคม

๔) คนที่อยู่รวมกัน มีแต่ผู้ชายล้วน ๆ หรือผู้หญิงล้วน ๆ เช่น ทหารที่อยู่ในค่าย หรือนิสิตผู้หญิงที่อยู่ประจำในหอพักนิสิต ก็ไม่จัดเป็นสังคม

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ นิยามคำว่า “สังคม” ไว้ว่า “คนจำนวนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามระเบียบกฎเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญร่วมกัน เช่น สังคมชนบท; วงการหรือสมาคมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น สังคมชาวบ้าน. วิ. ที่เกี่ยวกับการพบปะสังสรรค์ หรือชุมนุมชน เช่น วงสังคม งานสังคม (ป.)”[๓]

พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้นิยามคำว่า “สังคม” (Society) ไว้ว่า “คนจำนวนหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามระเบียบ กฎเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญร่วมกัน” [๔]

MacIver กล่าวว่า โดยหลักทางสังคมวิทยา คำว่า “สังคม” หมายถึงขอบข่ายหรือสายใยแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เท่านั้น

แต่ในพระพุทธศาสนา คำว่า “สังคม” หมายรวมเอา สัตว์อื่น ๆ ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ (สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก และเทวดา) เข้าไว้ด้วย เป็นความจริงว่า คนทั่วไปยอมรับว่า กลุ่มชน หรือชุมชนมนุษย์ ในช่วงใดช่วงหนึ่ง หรือ ณ ที่ใดที่หนึ่งเป็นสังคม แต่ทว่าเมื่อพิจารณาหลักศีลธรรมของสังคมอันได้เบญจศีลมุ่งข้อที่ ๑ เว้นจากการฆ่าสัตว์ และเบญจธรรมมุ่งข้อที่ ๑ คือ เมตตากรุณา มีลักษณะเป็นสากล จะมองเห็นว่า ถ้าตัดอมนุษย์ออกไปจากสังคมหรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทำให้ขาดความเหมาะสมและไม่มีความยุติธรรมต่อสรรพสัตว์ แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพต่อคุณค่าของชีวิตทุกชนิดในโลก[๕]

                ข้อที่แตกต่างระหว่างหลักการทางสังคมวิทยาของพระพุทธศาสนากับหลักการทางสังคมวิทยาโดยทั่วไปคือ ขนาดและขอบเขตแห่งความสัมพันธ์ พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่สรรพสัตว์ในโลกอย่างเท่าเทียมกันกัน โดยไม่คำนึงถึงเฉพาะสังคมมนุษย์ แต่พระพุทธศาสนาก็ยอมรับสังคมดังกล่าวข้างต้นที่ว่า สังคมเกิดขึ้นเมื่อบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไปมีการรับรู้ซึ่งกันและกัน รับรู้ความตั้งใจและเจตนารมณ์ของแต่ละฝ่าย

 

สังคมไทย[๖]

ดร.โสภา  ชูพิกุลชัย  ชปีลมันน์ ราชบัณฑิต กล่าวว่า สังคมไทยคือกลุ่มคนผู้รักอิสระหรือกลุ่มคนไทยที่มารวมกันโดยมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องตามระเบียบกฎเกณฑ์ และมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน

                ๑. ลักษณะเด่นของสังคมไทย

                ลักษณะเด่นของสังคมไทยสามารถประมวลได้ดังนี้

-ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

-ความโอ่อ่าเชื่อมั่นและหยิ่งในเกียรติของตนเอง

-ความนอบน้อมและเคารพบุคคลผู้มีอำนาจ

-ความสนุกสนาน

-ความรู้สึกมักน้อย สันโดษและพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

-ความเป็นตัวของตัวเอง

-ความเป็นอิสระ

-ความกตัญญูรู้คุณ

-ความเชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ และกฎแห่งกรรม

                ๒. ลักษณะของบุคลิกภาพของคนไทย

บุคลิกภาพของคนไทยมีลักษณะคือ ขี้เกรงใจ ไม่รักษาเวลา ลืมง่าย ยิ้มแย้มแจ่มใส ขาดความกระตือรือร้น ขี้เล่นและเป็นกันเอง ขาดระเบียบวินัย ชอบอยากรู้อยากเห็น รักพวกพ้อง ไม่ชอบเห็นคนอื่นดีกว่าตนหรือชอบจับผิดหรือตำหนิ เชื่อโชคลาง ตัดสินใจด้วยความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ชอบต่อรองเพราะมีเวลาเหลือเฟือ ไม่กล้าเสี่ยงหรือไม่ชอบอะไรที่เสี่ยง ชอบพนันขันต่อ ชอบงานพิธีเป็นการทำเพื่อเกียรติหรือศักดิ์ศรี ชอบของแจกหรือของแถม สุภาพเรียบร้อย ขาดความอดทน

                ๓. วิวัฒนาการของสังคมไทย

วิวัฒนาการของสังคมไทย แบ่งเป็น ๓ ระยะ คือ

 ๑) สังคมไทยในอดีต เป็นสังคมเกษตรกรรม สมาชิกในสังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน กตัญญูรู้คุณ เคารพธรรมชาติ พอใจที่จะดำรงชีวิตโดยสอดประสานกับธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ลักษณะครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย มีพ่อแม่พี่น้อง ปู่ย่าตายายอยู่รวมกันหมด ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและศาสนาเป็นกรอบในการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด ความสัมพันธ์ของคนในสังคมมีลักษณะใกล้ชิดเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และอาทรซึ่งกันและกัน

๒) สังคมไทยยุคใหม่ เป็นสังคมอุตสาหกรรม ชีวิตของคนในสังคมสมัยนี้เป็นชีวิตที่อ้างว้างโดดเดี่ยว ไม่มีความผูกพัน ไม่มีส่วนร่วมทางสังคม ใช้เวลาไปกับการทำมาหาเลี้ยงชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนแข่งขันและมุ่งประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ

๓) สังคมไทยในปัจจุบัน เป็นสังคมสารสนเทศ มีลักษณะที่เห็นเด่นชัดคือ

-ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนไหวถึงกันได้อย่างไร้พรมแดน

-ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ

        -การกระจายข้อมูลข่าวสารระหว่างชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่งเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว

ข้อดีของสังคมสารสนเทศ

-รับรู้ข่าวสารข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

-ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการค้นคว้าข้อมูล

-ขจัดความลับในโลก

ข้อเสียของสังคมสารสนเทศ

 -สมาชิกในสังคมเกิดความเครียดมากขึ้น ความเครียดจะนำไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ผิดปรกติ คือ

(๑) บุคลิกภาพแบบเครียด

(๒) บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม

-ระบบครอบครัวอ่อนแอลง

-มนุษย์ห่างธรรมชาติมากขึ้น

-มนุษย์เคลื่อนไหวน้อยลง

-วัฒนธรรมในอดีตสูญพันธุ์

                ๔. ภาวะวิกฤตของสังคมไทย

 สภาพการณ์ที่ทำให้สังคมไทยเกิดภาวะวิกฤตนั้น สามารถประมวลได้ดังนี้

-กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีประชากรหนาแน่น

 -คนสูงอายุเพิ่มมากขึ้น

 -ครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น

 -การหย่าร้างเพิ่มขึ้น

 -ครอบครัวมีความเครียดที่เกิดจากสภาพแข่งขันทางเศรษฐกิจ

 -การลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างชาติมากขึ้น
 -อัตราการตายจากอุบัติเหตุสูงขึ้น

 -การตายด้วยโรคเอดส์มากขึ้น

 -สังคมเป็นสังคมบริโภคนิยมมากขึ้น โดยมีสื่อมวลชนเป็นตัวกระตุ้น

 -ความเชื่อทางศาสนาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นแบบทางการมากขึ้น

 -ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ในขั้นวิกฤตมากขึ้น

 -ปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติดรุนแรงขึ้น

-เศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกขยายตัวต่อเนื่อง รายได้ต่อหัวของคนไทยเพิ่มมากขึ้น

 -ปัญหาที่ดินทำกินและการขาดแคลนน้ำมีมากขึ้น

 -พืชเกษตรหลักลดลง

 -ความได้เปรียบในการผลิตสินค้าเกษตรลดลง
                ๕. ทางออก

ทางออก สามารถทำได้ ๒ ระดับ คือ 
 ๑) การแก้ไขปัญหาระยะสั้นหรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

 ๒) การแก้ไขในระยะยาว ทำได้ดังนี้

 -รัฐต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย วางแผนรองรับสภาพการณ์ในอนาคตอย่างน้อย ๒๐ ปีขึ้นไป

 -ปฏิรูปการศึกษา ให้ความสำคัญแก่การศึกษาแบบผสมผสาน ใช้วิธี ๓ อย่างในการศึกษา คือ

                       (๑) การศึกษาจากการสัมผัสความจริง คือ ได้ความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง

                (๒) การศึกษาจากการคิด เป็นเรื่องต่อเนื่องจากการศึกษาจากการสัมผัสความจริง ฝึกให้รู้จักคิด สังเกต ฟัง ตั้งสมมติฐาน ตั้งคำถาม

                (๓) การศึกษาด้วยการพัฒนาจิตใจ เพราะจิตใจที่พัฒนาแล้วทำให้เกิดความสงบ ใช้ศาสนาเข้ามาช่วยด้วย

 ๓) ส่งเสริมสถาบันครอบครัว ครอบครัวเป็นหน่วยเล็กที่สุด แต่มีความสำคัญมากสุด เพราะเป็นสถาบันพื้นฐานในการอบรมสั่งสอนสมาชิกของสังคมให้เข้ากับสังคมและมีพฤติกรรมสอดคล้องกับความต้องการของสังคม

 ๔) พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง การที่จะทำชุมชนให้เข้มแข็งได้นั้นต้องแก้ไขความยากจน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขและป้องกันปัญหาสังคม อนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรม

สรุปสาระสำคัญแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔)

๕. ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกาภิวัตน์ที่ปรับเปลี่ยนเร็วและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น  จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่เหมาะสม โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างของระบบต่างๆ ภายในประเทศให้มีศักยภาพ แข่งขันได้ในกระแสโลกาภิวัตน์ และสร้างฐานความรู้ให้เป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับการกระจายการพัฒนาที่เป็นธรรม และเสริมสร้างความเท่าเทียมกันของกลุ่มคนในสังคม และความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น พร้อมทั้งฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้คงความสมบูรณ์เป็นรากฐานการพัฒนาที่มั่นคง และเป็นฐานการดำรงวิถีชีวิตของชุมชนและสังคมไทย ตลอดจนการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศทุกระดับ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน สามารถดำรงอยู่ในประชาคมโลก ได้อย่างมีเกียรติภูมิและมีศักดิ์ศรี โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๐ ดังนี้

๕.๑ ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับ

(๑) การพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ เกิดภูมิคุ้มกัน โดยพัฒนาจิตใจควบคู่กับการพัฒนาการเรียนรู้ของคนทุกกลุ่มทุกวัยตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่วัยเด็กให้มีความรู้พื้นฐานเข้มแข็ง มีทักษะชีวิต พัฒนาสมรรถนะ ทักษะของกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมก้าวสู่โลกของการทำงานและการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ สร้างและพัฒนากำลังคนที่เป็นเลิศโดยเฉพาะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จัดการองค์ความรู้ทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้สมัยใหม่ตั้งแต่ระดับชุมชนถึงประเทศ สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

(๒) การเสริมสร้างสุขภาวะคนไทยให้มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ เน้นการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างครบวงจร มุ่งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ เสริมสร้างคนไทยให้มีความมั่นคงทางอาหารและการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ลด ละ เลิกพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ

(๓) การเสริมสร้างคนไทยให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของคนในสังคมบนฐานของความมีเหตุมีผล ดำรงชีวิตอย่างมั่นคงทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน พัฒนาระบบการคุ้มครองทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลากหลายและครอบคลุมทั่วถึง สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน  ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่มีความปลอดภัย น่าอยู่ บนพื้นฐานของความยุติธรรมในสังคม เสริมสร้างกระบวนการยุติธรรมแบบบูรณาการและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่กับการเสริมสร้างจิตสำนึกด้านสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง และความตระหนักถึงคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อลดความขัดแย้ง

๕.๒ ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้เป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ ให้ความสำคัญกับ

(๑) การบริหารจัดการกระบวนการชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการส่งเสริมการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำในรูปแบบที่หลากหลาย และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตามความพร้อมของชุมชน มีกระบวนการจัดการองค์ความรู้และระบบการเรียนรู้ของชุมชนอย่างเป็นขั้นตอน มีเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกชุมชน มีกระบวนการเสริมสร้างศักยภาพชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนในการนำไปสู่การพึ่งตนเอง รวมทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนพร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลง

(๒) การสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชน ด้วยการบูรณาการกระบวนการผลิตบนฐานศักยภาพ และความเข้มแข็งของชุมชนอย่างสมดุล เน้นการผลิตเพื่อการบริโภคอย่างพอเพียงภายในชุมชน สนับสนุนให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ สนับสนุนการนำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ในการสร้างสรรค์คุณค่าของสินค้าและบริการและสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการลงทุนสร้างอาชีพและรายได้ที่มีการจัดสรรประโยชน์อย่างเป็นธรรมแก่ชุมชน ส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างเครือข่ายองค์กรชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสร้างระบบบ่มเพาะวิสาหกิจชุมชนควบคู่กับการพัฒนาความรู้ด้านการจัดการ การตลาด และทักษะในการประกอบอาชีพ

(๓) การเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการอยู่ร่วมกันกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสันติและเกื้อกูล ด้วยการส่งเสริมสิทธิชุมชนและกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสงวนอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา ใช้ประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมทั้งการสร้างกลไกในการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

๕.๓ ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับ

             (๑) การปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อเพิ่มผลิตภาพและคุณค่าของสินค้าและบริการบนฐานความรู้และความเป็นไทย โดยปรับโครงสร้างภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการที่ใช้กระบวนการพัฒนาคลัสเตอร์และห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งเครือข่ายชุมชนบนรากฐานของความรู้สมัยใหม่ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทย และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและมูลค่าสูง มีตราสินค้าเป็นที่ยอมรับของตลาด รวมทั้งสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ การปฏิรูปองค์กร การปรับปรุงกฎระเบียบ และพัฒนาระบบมาตรฐานในด้านต่างๆ รวมทั้งการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้สนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

(๒) การสร้างภูมิคุ้มกันของระบบเศรษฐกิจ โดยการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้มั่นคงและสนับสนุนการปรับโครงสร้างการผลิตโดยการระดมทุนไปสู่ภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพบนหลักการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประสิทธิภาพและสวัสดิการสูงสุดแก่ประเทศ การส่งเสริมการออมอย่างเป็นระบบเพื่อเป็นแหล่งระดมทุนและเป็นหลักประกันในชีวิตของประชาชน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานและประหยัดเงินตราต่างประเทศ

(๓) การสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม โดยส่งเสริมการแข่งขันการประกอบธุรกิจในระบบอย่างเสรี เป็นธรรม และป้องกันการผูกขาด กระจายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ภูมิภาคอย่างสมดุลและเป็นธรรม ให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง เพียงพอ และสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพและความครอบคลุมของการให้บริการของระบบการเงินฐานรากให้สามารถสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการพัฒนาองค์กรการเงินชุมชนให้เข้มแข็ง รวมทั้งดำเนินนโยบายการคลังเพื่อส่งเสริมการกระจายรายได้ โดยกระจายอำนาจการจัดเก็บภาษี การจัดทำงบประมาณและการเบิกจ่าย และการก่อหนี้ภายใต้กรอบการรักษาวินัยทางการคลังสู่ท้องถิ่น

๕.๔ ยุทธศาสตร์การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับ

(๑) การรักษาฐานทรัพยากรและความสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ โดยพัฒนาระบบฐานข้อมูลและสร้างองค์ความรู้ ส่งเสริมสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ตลอดจนพัฒนาระบบการจัดการร่วมเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดเขต และการจัดการเชิงพื้นที่ภายใต้การจัดทำข้อตกลงกับชุมชนท้องถิ่นในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติหลัก ได้แก่ ดิน น้ำ ป่าไม้ ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากรแร่ รวมถึงการมีมาตรการหยุดใช้ทรัพยากรที่สำคัญที่ถูกทำลายสูงเป็นการชั่วคราว และการสร้างกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี รวมทั้งการพัฒนาระบบการจัดการและการป้องกันภัยพิบัติ

(๒) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการปรับแบบแผนการผลิตและพฤติกรรมการบริโภคไปสู่การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดนโยบายสาธารณะ และใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ทั้งด้านการเงินและการคลัง รวมทั้งการสร้างตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดมลพิษและควบคุมกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยผลักดันให้เกิดระบบประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ระบบประเมินผลกระทบทางสังคมและสุขภาพในโครงการพัฒนาของรัฐ หรือที่รัฐอนุมัติให้เอกชนดำเนินการ ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตลอดจนมีกลไกกำหนดจุดยืนต่อพันธกรณีและข้อตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม

 (๓) การพัฒนาคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางสำคัญ เริ่มจากการจัดการองค์ความรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน การคุ้มครองทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพจากการคุกคามภายนอก โดยเฉพาะจากพันธกรณีระหว่างประเทศ สร้างระบบการคุ้มครองสิทธิชุมชน และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ส่งเสริมการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพในการสร้างความมั่นคงของภาคเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถและสร้างนวัตกรรมจากทรัพยากรชีวภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ

๕.๕ ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศ มุ่งเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับ

(๑) การเสริมสร้าง และพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิตในสังคมไทย โดยสร้างกระบวนการเรียนรู้ ปลูกฝังจิตสำนึก ค่านิยมวัฒนธรรมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลแก่เยาวชน และประชาชนทุกระดับ อย่างต่อเนื่องจริงจัง พร้อมทั้งพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ในสังคมทุกระดับเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ตลอดจนวางรากฐานกระบวนการประชาธิปไตยโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพกลไกและกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการเมืองให้เข้มแข็งและเป็นอิสระมากขึ้น

(๒) เสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนให้สามารถเข้าร่วมในการบริหารจัด การประเทศ โดยส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวและรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันให้เข้มแข็ง ส่งเสริมให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม และร่วมในกระบวนการบริหารจัดการประเทศให้เกิดความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการพัฒนาประเทศ เสริมสร้างความเข้มแข็ง และสร้างเครือข่ายการทำงานของกลไกตรวจสอบภาคประชาชน เพื่อติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจของภาครัฐได้อย่างเข้มแข็งมีประสิทธิภาพ

 (๓) สร้างภาคราชการที่มีประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล เน้นการบริการแทนการกำกับควบคุม และทำงานร่วมกับหุ้นส่วนการพัฒนา เน้นการพัฒนาประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจด้วยการปรับบทบาทโครงสร้างและกลไกการบริหารจัดการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย ลดการบังคับควบคุม คำนึงถึงความต้องการของประชาชนและทำงานร่วมกับหุ้นส่วนการพัฒนา เพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการของรัฐและรัฐวิสาหกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการสาธารณะ และลดภาระการลงทุนของภาครัฐ ตลอดจนพัฒนากลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็งเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึกข้าราชการให้เห็นความสำคัญและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และยึด/ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างเคร่งครัด

(๔) การกระจายอำนาจการบริหารจัดการประเทศสู่ภูมิภาค ท้องถิ่น และชุมชนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพัฒนาศักยภาพ และกระจายอำนาจการตัดสินใจให้ท้องถิ่นมีบทบาทสามารถรับผิดชอบในการบริหารจัดบริการสาธารณะ ตลอดจนแก้ไขปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และสามารถสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

(๕) ส่งเสริมภาคธุรกิจเอกชนให้เกิดความเข้มแข็ง สุจริต และมีธรรมาภิบาล โดยมีมาตรการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจเอกชนทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และธุรกิจเอกชนทั่วไปเป็น “บรรษัทภิบาล” เพิ่มมากขึ้น สร้างจิตสำนึกในการประกอบธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ ยุติธรรมต่อผู้บริโภค และเป็นธรรมกับธุรกิจคู่แข่ง พร้อมทั้งยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม แบ่งบันผลประโยชน์คืนสู่สาธารณะ ตลอดจนสนับสนุนสถาบันวิชาชีพธุรกิจประเภทต่างๆ ให้มีบทบาทในการสร้างธรรมาภิบาลแก่ภาคธุรกิจมากขึ้น

(๖) การปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ และขั้นตอน กระบวนการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อสร้างความสมดุลในการจัดสรรประโยชน์จากการพัฒนา ด้วยการเปิดโอกาสให้ภาคีและกลุ่มต่างๆ มีส่วนร่วมในการเสนอแนะและตรากฎหมายเพื่อประสานประโยชน์ของภาคส่วนต่างๆ ให้เสมอภาคและมีความสมดุล โดยการปฏิรูปกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดการใช้ดุลพินิจของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งของกลไกการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กและผู้ประกอบการใหม่

(๗) การรักษาและเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการประเทศสู่ดุลยภาพและความยั่งยืน โดยการพัฒนาศักยภาพ บทบาท และภารกิจของหน่วยงานด้านการป้องกันประเทศ ความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้มีประสิทธิภาพมีความพร้อมในการป้องกันประเทศและตอบสนองต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบสถานการณ์ได้ฉับไว พร้อมทั้งผนึกพลังร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ดำเนินการป้องกันและพัฒนาประเทศให้สามารถพิทักษ์รักษาเอกราช สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์ของชาติ และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งสามารถสร้างความมั่นคงของประชาชนและสังคมให้มีความอยู่รอดปลอดภัยโดยยึดหลักธรรมาภิบาลในทุกระดับ

 

 



              

ความเห็น

ผู้ไม่ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็น

Powered by AkoComment 1.0 beta 2


สงวนลิขสิทธิ์โดยมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์
๒๖ หมู่ ๗ ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
โทรศัพท์: ๐-๒๔๒๙-๑๖๖๓, ๐-๒๔๒๙-๑๗๑๙ โทรสาร : ๐-๒๔๒๙-๑๒๔๑, ๐-๒๔๒๙-๑๗๑๙